ตอนนี้เราเรียนจบประวัติศาสตร์มาได้ 1 ปีแล้ว
จึงอยากเล่าประสบการณ์ให้แก่ผู้ที่อยากเข้าศึกษา หรือกำลังจะเรียนจบประวัติศาสตร์
หวังว่าจะมีประโยชน์แก่คนที่กำลังสับสน หรือวางแผนการใช้ชีวิตหลังจบการศึกษา

เราตั้งใจแอดมิดชั่นเข้าภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.รัฐบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เพราะตอนมัธยมปลายสนใจประวัติศาสตร์ แล้วก็ชอบไปเที่ยวโบราณสถาน ตอนนั้นมีความคิดอยากเป็นนักประวัติศาสตร์
แต่เมื่อได้เข้ามาเรียนจริงๆ พบว่าเรามีความสนใจแค่บางประเด็นประวัติศาสตร์ ประเด็นประวัติศาสตร์ที่เราชอบที่สุดคือ ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย


  • ช่วงปีหนึ่ง เป็นช่วงที่ค้นพบตัวเองว่าชอบประวัติศาสตร์ไทย เพราะมีความกระตือรือร้นอ่านหนังสือ อ่านแล้วอ่านอีก อ่านจนเข้าใจและตกผลึก ไม่ใช่แค่ท่องจำไปสอบ
  • ช่วงปีสอง ลงเรียนเยอะไป เพราะหลงความคิดที่ผิดๆว่าอัดทีเดียว ซึ่งไม่ดีเลย ทำให้เราไม่มีศักยภาพที่จะทุ่มเทในทุกๆวิชา กลายเป็นว่าได้คะแนนดีในแค่บางวิชาที่สนใจ และกวาดCจากวิชาที่ไม่ค่อยได้อ่าน แต่ช่วงปีสองนี้สนุกที่สุด ได้ไปค่าย มีเพื่อนมากมาย และได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
  • ช่วงปีสาม เน้นเรียนและมีวิชาวิจัย แล้วก็ครุ่นคิดว่าต่อไปฉันจะทำอะไรดี ตอนแรกวางแผนจะไปเรียนซัมเมอร์ที่จีน สมัครแล้ว จ่ายเงินแล้ว แต่คนไม่พอ โปรแกรมเลยถูกยกเลิก โชคดีที่แผนของเราคือ ที่ซัมเมอร์เป็นไปเรียนจีน1เดือน+กลับมาก็ฝึกงาน2เดือน ก็มีเวลาพักผ่อนระหว่างรอฝึกงาน  เราเลือกที่จะฝึกงานกรมศิลปากร ซึ่งเราคิดถูก ได้รับประสบการณ์มากมายในช่วงที่ฝึกงาน 2 เดือน ได้รู้จักพี่ๆที่ทำงาน เห็นการทำงานจริงๆ แล้วก็ได้รู้จักเพื่อนที่ฝึกงานด้วยกัน(ถึงจะเรียนจบแล้วก็เป็นเพื่อนที่ดีเสมอมา) 
  • ช่วงปีสี่ ผลจากการที่ไปอัดเรียนวิชาเลือกในช่วงปีสอง ทำให้ค่อนข้างว่าง ก็มีนัดกินข้าวกับเพื่อนต่างคณะ/ต่างม. ว่าเป็นยังไงบ้าง จบไปทำอะไรดี เพื่อนหลายคนก็ทำงานขณะที่ยังไม่จบ ทั้งสอนพิเศษ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทแนะแนวเรียนต่อ ฯลฯ  ...ช่วงปี4เทอม1 เราไปเรียนพิเศษภาษาจีนกับอาจารย์ที่ดังมากๆ ได้ไอเดียเรื่องการทำมาหากินมาหลายอย่าง เปิดโลกมากๆเลย ...ปี4เทอม2 ทำสัมมนา+ปัญหาพิเศษ เราก็สนุกและมีความสุขดีนะ เพราะเราชอบอ่านหนังสือ ก็อ่านแล้วทำงานส่งอาจารย์ได้ ไม่มีปัญหาอะไร ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ...ก่อนจะจบก็มีร่ำลาอาจารย์+เพื่อน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด เรียนจบก็เก็บของกลับบ้าน

เข้าเรื่องเลย เรียนจบแล้วไปไหน จะขอแบ่งเป็น 3 ประเด็น ดังนี้

  • ทำงาน
  • เรียนต่อ
  • พักใจ


  1.  ทำงาน

1.1) งานตรงสาย


       รุ่นพี่ที่จบไปแล้วทำงานตรงสาย เช่น อาจารย์สอนประวัติศาสตร์ นักวิชาการ งานในหน่วยราชการที่ตำแหน่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
       ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะ ถ้าจะเป็นอาจารย์เดี๋ยวนี้ก็ต้องวุฒิป.เอก แล้วก็ต้องใช้เวลาในการสร้างตัวทางวิชาการ ไม่มีใครหรอกที่จบมาแล้วจะเก่งเลย ต้องใช้ความอดทน และมีวินัยมากๆ เพราะแค่เรียนต่อโทตรงสายก็ใช้เวลา3-4ปี ต่อป.เอกอีก ...ส่วนงานตามหน่วยราชการที่รับวุฒิป.ตรี ก็ต้องรอให้มีตำแหน่งว่าง และเรามีศักยภาพที่จะเหมาะกับงานนั้นๆไหม อยู่ที่จังหวะด้วย
      ถ้ารักในประวัติศาสตร์และเป็นคนที่มีความพยายามอย่างสม่ำเสมอ เส้นทางในการทำงานตรงสายก็จะไม่ไกลเกินฝัน

1.2) งานสายวิทย์

     งานสายวิทย์นี้คือ งานที่มีคำนวณ มีตัวเลข เข้ามาเกี่ยวข้อง ...หลังจบประวัติศาสตร์ มีเพื่อนและรุ่นพี่ที่ไปเรียนต่อเกี่ยวกับบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ ไฟแนนซ์ ฯลฯ ก็ใช้ความพยายามอย่างมาก หางานกันนานหน่อย เพราะป.ตรีเป็นศิลป์สนิท แต่ก็ไม่ไกลเกินความพยายาม ตอนนี้มีทำงานสายธุรกิจกันหลายคน

1.3) งานทั่วไป

     งานทั่วไปในที่นี้คือ งานที่รับวุฒิ ศิลปศาสตร์บัณฑิต ซึ่งคนจบมาเยอะมาก ตอนแรกๆหลายคนอาจจะยังเลือกงาน อยากทำงานที่ชอบ แต่พอหางานไปได้สักระยะ หรือจบมาครบปีจะพบว่า อย่าเลือกงานเลย งานอะไรที่พอทำได้ ก็ทำไปก่อน เพราะคนจบมาเยอะมาก นายจ้างมีตัวเลือกเยอะ

1.4) งานส่วนตัว

      ธุรกิจส่วนตัว คือ งานที่เป็นกิจการของครอบครัว หรือ งานที่เราเป็นเจ้าของเอง เช่น ที่บ้านมีกิจการห้างร้าน จบมาก็ช่วยงานที่บ้าน หรือลงทุนขายของ เปิดแบรนด์ใหม่เป็นของตัวเอง ทำอะไรก็ได้ ที่เป็นงานสุจริต แล้วหาเลี้ยงตัวเองได้

2. เรียนต่อ

    ตอนแรกเราก็ตั้งใจว่าจะเรียนต่อทันที แต่ก็ตัดสินใจว่าจะลองผิดลองถูกก่อนสักปีสองปี ก่อนที่จะเรียนต่อ เพราะป.โทไม่เหมือนป.ตรี ที่เราอาจเข้ามาด้วยความสนใจหรือติดเพราะคะแนนแอดมิชชั่นหลุดจากสาขาอื่นมา 
     ป.โท เราต้องคำนึงถึงงานหลังจบ แต่ถ้ามีงานประจำหรือธุรกิจส่วนตัวรองรับอยู่แล้ว นั้นก็เรียนตามความสนใจได้
    เพื่อนและรุ่นพี่ที่เรียนต่อ มีทั้งต่อโทในและต่างประเทศ

  •     ป.โทในประเทศ   

        มีทั้งตรงสาย คือ ประวัติศาสตร์ เพื่อปูทางไปสู่การเป็นอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ หรืองานราชการ  ...ต้องคิดให้ดีๆ ว่าคุณมีใจรักแค่ไหน เพราะต่อโทตรงสายใช้เวลา 3-4ปี ต้องมีวินัยอย่างเสมอต้นเสมอปลายถึงจะเรียนจบได้
        แต่คนต่อป.โทไม่ตรงสายมีเยอะกว่า เช่น สายบริหาร เศรษฐศาสตร์ การจัดการ รัฐศาสตร์ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับสายงานที่สนใจ หรือความชอบ ทุกคนที่เรียนก็ต่างมีโอกาสทั้งนั้น การศึกษาคือการเพิ่มโอกาส ได้ความรู้ ได้เจอเพื่อนในวงการสายงานที่สนใจ จะทำให้ได้ไอเดียหลายๆอย่าง

  • ป.โทต่างประเทศ

          มีเพื่อนและรุ่นพี่ไปเรียนต่อต่างประเทศทุกปี ทั้งเรียนIR หรือสาขาอื่นๆ สิ่งที่ได้กลับมาแน่นอนคือทักษะภาษา แล้วการหางานก็อยู่ที่ความสามารถ จังหวะ แล้วก็โอกาส ขอยกตัวอย่าง รุ่นพี่คนหนึ่งที่ไปเรียนIR พี่เขาเรียนจบมาก็ใช้ความพยายามสมัครงานเป็นสิบๆที่ จนตอนนี้ได้งานแล้ว ...ข้อดีของการไปเรียนนอกคือภาษา กลับมาสอบงานราชการ มักจะได้เปรียบในข้อสอบภาษาอังกฤษ ....ส่วนข้อเสีย เงินเดือนวุฒิป.โทในไทยอาจน้อยไปหน่อย

3.พักใจ

       การพักใจไม่ใช่การอยู่เฉย แต่เป็นการทบทวนตัวเองว่า เกิดมาเพื่ออะไร ชอบทำอะไร และจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าคนอื่นถามว่าทำไมไม่ทำงานประจำ หรือเรียนต่อ ก็ตอบดีๆว่ากำลังดำเนินการอยู่ การพักใจนี้อย่านานเกินปีนึง หลังเรียนจบสักพักจะมีแรงกดดัน ทั้งจากตัวเองและคนรอบข้าง 
       ถึงจุดๆนึงความชอบ ความสนใจ จะผลักดันทางออกให้เอง แนะนำให้ปรึกษาคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติมิตร ลองคุยแลกเปลี่ยนความคิดจากหลายๆคน แล้วจะพบทางไปต่อ
 
 
................................................ 
 

      ทั้งนี้ การจบประวัติศาสตร์แล้วไปไหน ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนมีสภาพแวดล้อม มีความจำเป็นที่ไม่เหมือนกัน หลายคนต้องทำงานสวนทางกับความชอบ เพราะต้องหารายได้ ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ แทบจะเลือกงานไม่ได้ งานไหนที่พอทำได้ก็ต้องทำกันไปก่อน เพื่อรอจังหวะที่จะหางานที่ดีกว่า ชีวิตก็ต้องสู้ต่อไป ไม่มีใครผิดหรือว่าถูก จบประวัติศาสตร์แล้ว การไปต่อก็อยู่ที่ตัวเรา ความพยายามของเรา เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังสับสน ชีวิตคือการต่อสู้ และทุกอย่างจะต้องดีขึ้น